Net Zero หรือสามารถเรียกอีกอย่างว่า ความเป็นกลางของคาร์บอน (carbon neutrality) คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในชั้นบรรยากาศจะเป็นศูนย์ได้ต่อเมื่อ ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับระดับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกกำจัดออกไป หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่า เป้าหมายที่ทุกภาคส่วนกำลังร่วมมือกันจะเกิดขึ้นได้เมื่อก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากทุกกิจกรรมมีความสมดุลกับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ไม่ว่าเป็นการชดเชยด้วยการปลูกป่า ลดการใช้พลังงาน หรือลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์จากอุตสาหกรรม

net zero

อย่างที่ทราบกันดีกว่า ในอุตสาหกรรม HVAC&R ที่ต้องใช้ความเย็นในการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้สารทำความเย็นที่มี GWP สูง ที่มีก๊าซเรือนกระจกฟลูออรีน (F-gases) นั้นสามารถกักเก็บความร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันเท่า

เมื่อสารเหล่านี้รั่วไหลเข้าสู่บรรยากาศ จะเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก และส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สารทำความเย็นที่หลายคนเรียกกันว่าเป็น "หัวใจ" ในการทำความเย็นและปรับอากาศจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโลกสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions

โดยนักวิทยาศาสตร์และบริษัทผู้ผลิตสารทำความเย็นหลายแห่งของโลกกำลังพัฒนาสารทำความเย็นทดแทนสาร CFCs, HCFCs และ HFCs ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้มีค่า GWP ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่กระทบต่อผู้ใช้งานทั้งในด้านประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน และความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นสารทำความเย็น (HFO) หรือสารทำความเย็นธรรมชาติ (HC)

• แนวโน้มสารทำความเย็น สารทำความเย็นจากธรรมชาติ (Natural Refrigerants) และไฮโดรคาร์บอนที่มักมี GWP ใกล้เคียงศูนย์ และ การพัฒนาสารทำความเย็นแบบผสม (Blends) อย่าง HFO ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป และสารทำความเย็น HFC อย่าง R-410 กำลังถูกลดการผลิต และการใช้งานตั้งแต่ปี 2024 ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ปรับอากาศ และทำความเย็นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย รวมถึงเรื่องราคาของสารทำความเย็น HFC ที่จะสูงมากขึ้น เนื่องจากสินค้าทั่วโลกถูกผลิตได้น้อยลง

• การจัดการสารทำความเย็นและกระบวนการรีไซเคิล
การบริหารจัดการสารทำความเย็น อย่างการเก็บกู้และรีไซเคิล (recovery and reclamation) ถือเป็นอีกกระบวนการสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero โดยทำการเก็บกู้สารทำความเย็นจากอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานเพื่อลดการปล่อยสารเคมีออกสู่ชั้นบรรยากาศ รวมไปถึงการลดการรั่วไหลของสารทำความเย็น การบำรุงรักษาให้อุปกรณ์มีประสิทธิภาพที่ดีอยู่เสมอ

• เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับ Net Zero
การใช้ AI และ IoT ในระบบทำความเย็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และควบคุมการใช้พลังงานได้ดีขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์ Lifecycle Assessment (LCA) เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรการใช้งานสารทำความเย็น ทำให้เห็นถึงผลกระทบทั้งหมดตั้งแต่การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด ช่วยให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• การศึกษาและอบรมในอุตสาหกรรมสารทำความเย็น
เช่น การฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความรู้ในการจัดการ และดูแลสารทำความเย็น ทั้งในแง่ของการใช้งาน และความปลอดภัย ตามกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องได้รับความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการใช้งานสารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

• แนวทางสู่อนาคตสารทำความเย็นในยุคของเศรษฐกิจหมุนเวียน
การใช้วัสดุหมุนเวียนและการออกแบบระบบที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตและจัดการสารทำความเย็นเพื่อลดของเสียและเพิ่มการรีไซเคิล


สรุปแล้ว สารทำความเย็นทดแทนใหม่ๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ การร่วมมือเดินหน้าในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อความยั่งยืน โดยคำนึงถึงประโยชน์มหาศาลที่เส้นชัยของ Net Zero ทั้งพวกเราและโลก

แม้จะมีความท้าทายใหม่ๆ หลายประการที่มาพร้อมกับการใช้สารทำความเย็นทดแทน อย่างความสามารถในการติดไฟ ความเป็นพิษ หรือแรงดันสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดจึงจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรในการจัดการกับความพร้อม ทั้งในแง่ของการตรวจสอบประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ฯลฯ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาเฉพาะทางซึ่งมีความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มากขึ้นค่ะ


เข้าสู่ปีที่ 10 เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนา เปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน Change for the better

เย็นอย่างมีคุณภาพกับ Colder Solution พร้อมส่งน้ำยาแอร์ ทั่วประเทศ บริการทั้งขายปลีกและขายส่ง ทุกขนาด สำหรับอุตสาหกรรม ปรับอากาศ และทำความเย็นทุกประเภท

ติดต่อเรา : Line id : @Colder
Email : kantawan.coldersolution@gmail.com