การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Fluorinated Gases (F-gases) หรือ ก๊าซฟลูออริเนต คิดเป็น 3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสาเหตุทั่วโลก แม้จะเป็น Percent ที่ไม่มากมายนัก แต่ทำไมการลดการใช้ F-gases ที่มีสาร HFCs หรือ สารทำความเย็นที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันจึงมีผลกระทบที่มากมายต่อสิ่งแวดล้อม เราจะมาหาคำตอบกันในบทความนี้ค่ะ


Net Zero

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกคืออะไร ? ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) หมายถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก ก๊าซเหล่านี้มีความสามารถในการดักจับความร้อนและส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ซึ่งหลักๆ แล้วจะส่งผลทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น

สาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
• การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน,น้ำมัน,ก๊าซธรรมชาติ)
• การตัดไม้ทำลายป่า
• อุตสาหกรรม
• การเกษตร

ก๊าซเรือนกระจกมีอะไรบ้าง ?
ก๊าซเรือนกระจกหลักๆ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O), และในกลุ่ม Fluorinated Gases (F-gases) อย่าง ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs), ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ (SF6), และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) ซึ่งรวมแล้วเป็นก๊าซเรือนกระจก 7 ชนิดที่ถูกกำหนดภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)

• Carbon Dioxide (CO2) 65% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกิจกรรมทางอุตสาหกรรม และที่เหลือ มาจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การตัดไม้ทำลายป่าและการย่อยสลายของชีวมวล

• Methane (CH4) มีเทนถูกปล่อยออกมาระหว่างการผลิตและการขนส่งถ่านหิน,ก๊าซธรรมชาติ,และน้ำมัน นอกจากนี้ยังเกิดจากปศุสัตว์และการเกษตรอื่นๆ และการย่อยสลายของเสียอินทรีย์ในหลุมฝังกลบขยะ การเผาชีวมวลต่างๆ อีกด้วย

• Nitrous Oxide (N2O)
ไนตรัสออกไซด์มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกราว 6% ถูกปล่อยออกมาในระหว่างกิจกรรมทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ย เป็นแหล่งหลักของการปล่อยไนตรัสออกไซด์ นอกจากนี้ ยังมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการบำบัดน้ำเสียด้วย

• Fluorinated Gases (F-gases)
ก๊าซฟลูออริเนต ประมาณ 3% โดยมีทั้ง ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs), ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ เป็นก๊าซเรือนกระจกสังเคราะห์ถูกปล่อยออกมาจากการใช้งานและกระบวนการต่างๆ ในครัวเรือน,เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม

แม้ว่าก๊าซฟลูออริเนต หรือ F-gases จะถูกปล่อยออกมาในปริมาณที่น้อยกว่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ แต่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูง ด้วยค่า GWP ที่มักจะอยู่ในช่วงหลายพันถึงหลายหมื่น พวกมันจึงถูกเรียกว่าก๊าซที่มีค่า GWP สูง เพราะเมื่อเทียบในมวลเดียวกัน เนื่องจากดักจับความร้อนได้มากกว่า CO2 อย่างมาก

และนี่เป็นเหตุผลที่ "สารทำความเย็น" หลายประเภท โดยเฉพาะที่ใช้กันมากสุดทั่วโลกอย่าง HFCs มีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูง (Global Warming Potential หรือ GWP) และสามารถมีผลกระทบที่รุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม

สารทำความเย็นส่งผลต่อภาวะเรือนกระจก
• คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) : เป็นสารทำความเย็นรุ่นเก่า ซึ่งนอกจากจะมี GWP สูงแล้ว ยังมี ค่า ODP (Ozone depleting potential)ที่ทำลายชั้นโอโซน ซึ่งได้ยกเลิกการใช้ทั่วโลก เช่นน้ำยา R-11, R-12

• ไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFCs) :
มีการปรับปรุงเพื่อลดผลกระทบต่อชั้นโอโซนเมื่อเทียบกับ CFCs แต่ยังคงมี GWP สูง จึงได้ถูกลดการใช้ลงเรื่อย ๆ ตามข้อกำหนด เช่น R-22

• ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) :
เป็นสารทำความเย็นรุ่นที่ 3 แม้มี ODP=0 ที่จะไม่ทำลายชั้นโอโซน แต่ก็ยังคงมี GWP สูง ส่งผลให้ยังคงเป็นปัญหาต่อภาวะโลกร้อน ปัจจุบันมีการใช้ในปริมาณมากในอุตสาหกรรมต่างๆ แต่กำลังมีการลดกำลังการผลิต และนำเข้าสารทำความเย็น HFC ลง 40% ในปีนี้ (2024)

สรุปแล้ว สารทำความเย็นที่มี GWP สูงสามารถกักเก็บความร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันเท่า เมื่อสารเหล่านี้รั่วไหลเข้าสู่บรรยากาศ จะเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างมาก และส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้และการจัดการสารทำความเย็นที่ไม่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เปลี่ยนมาใช้ "สารทำความเย็น GWP ต่ำ" ไฮโดรฟลูออโรโอเลฟิน (HFO) ทางเลือกใหม่สำหรับประสิทธิภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง : 7 ข้อดี ของการเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็น HFOs

เราทุกคนในธุรกิจ และอุตสาหกรรมปรับอากาศและทำความเย็น กำลังเข้าสู่การ "เปลี่ยน" ผ่านยุคสมัยของอุตสาหกรรมในแต่ละปี ไปพร้อมๆ กัน ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ที่ควบคู่ไปกับความยั่งยืนและความพยายามในการต่อสู้กับสภาวะเปลี่ยนแปลงของอากาศทั่วโลก เพื่อจะได้มีปีใหม่ปีต่อๆ ไป และอนาคตของพวกเราทุกคน