จากเหตุการณ์ “ก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล” ในพื้นที่ใกล้โรงน้ำแข็ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่เกิดขึ้นมาอีกครั้งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสาธารณสุข ได้ออกประกาศเตือนภัย แก่ประชาชนที่อยู่รอบข้าง ที่ได้รับการสูดดม หรือรับก๊าซแอมโมเนียมากเกินไป โดยหากเกิดอาการ ตาอักเสบ น้ำตาไหล หายใจหอบถี่ แสบคอ จมูก หรือผิวหนังอักเสบ ให้รีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากมีอันตรายถึงตายได้

นอกจากแอมโมเนียแล้ว ยังมีสารทำความเย็นหลายชนิดอาจเป็นพิษได้หากสูดดม กลืน หรือสัมผัสกับผิวหนังหรือดวงตา ความเป็นพิษของสารทำความเย็นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีและความเข้มข้น


COD3-Ammonia Leak-01.jpg

ASHRAE ได้จัดหมวดหมู่สารทำความเย็นแบ่งตามระดับการติดไฟและสารพิษ โดยแบ่งความเป็นพิษของสารทำความเย็นเรียงจากความเป็นพิษน้อยไปหามาก ตั้งแต่ระดับ B1-B3 ตามลำดับ เช่น

ระดับ B1 : R-123, R-10, R-764
ระดับ B2 : R-717 (ammonia), R-40
ระดับ B3 : R-1140 (Chloroethylene/vinyl chloride)

สารทำความเย็นมีพิษที่เรารู้จักกันดี และใช้ในงานอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย คือ แอมโมเนีย หรือ R-717 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบทำความเย็นเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

แอมโมเนียเป็นก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งเป็นสารประกอบของไนโตรเจนและไฮโดรเจน สามารถใช้ผลิตและเป็นตัวสร้างสารเคมี สำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท เมื่อใช้ในระบบทำความเย็น แอมโมเนียจะทำงานเพื่อดักจับ และถ่ายเทพลังงานความร้อนเพื่อให้แยกออกจากกระบวนการทำความเย็น สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรม แม้จะมีความเป็นพิษที่ถือว่าเป็นข้อเสียด้าน "โทษ" แต่ก็ยังมีด้าน "ประโยชน์" หลากหลายประการเช่นกัน ดังนั้นการออกแบบระบบทำความเย็นในโรงงานจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยค่อนข้างสูง เช่นมีอุปกรณ์ gas detector, pressure indicator จึงสามารถใช้งานสารทำความเย็นที่มีพิษ หรือสารทำความเย็นที่มีคุณสมบัติติดไฟได้ ตามข้อบังคับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างที่กล่าวไป นอกเหนือจากแอมโมเนียแล้ว น้ำยาแอร์ หรือ สารทำความเย็น ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "สารเคมี" แล้ว ย่อมเป็นอันตรายต่อร่างการมนุษย์ หากได้รับสารเคมีเข้าร่างกาย หรือ หากปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ก็ยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยมีสาเหตุการรั่วไหล เช่น อุปกรณ์ชำรุด ไม่ได้มาตรฐาน หรือความผิดพลาดในการจัดเก็บ/ขนย้าย

อันตรายของสารทำความเย็น :
• พิษต่อระบบทางเดินหายใจ : สารทำความเย็นบางชนิด ระเหยเป็นไอและเข้าสู่ปอด อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ไอ หายใจลำบาก ปอดบวม และเสียชีวิตในกรณีรุนแรง
• พิษต่อระบบประสาท : สัมผัสสารทำความเย็นเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน สับสน และหมดสติ
• พิษต่อผิวหนัง : สัมผัสสารทำความเย็นโดยตรง อาจทำให้เกิดอาการผิวไหม้ แสบร้อน พุพอง และเป็นแผลเรื้อรัง
• พิษต่อระบบทางเดินอาหาร : กลืนกินสารทำความเย็น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง และเสียชีวิตในกรณีรุนแรง

วิธีป้องกันพิษจากสารทำความเย็น :
• ติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องทำความเย็นโดยผู้เชี่ยวชาญ : บำรุงรักษา และตรวจสอบหาจุดรั่วไหลเป็นประจำ รวมถึงการเติมสารทำความเย็น และติดตั้งระบบระบายอากาศที่เหมาะสม
• สวมอุปกรณ์ป้องกัน : ผู้ใช้งานควรสวมเครื่องมือป้องกันเสมอ เมื่อทำงานกับสารทำความเย็น เช่น แว่นตา ถุงมือ หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ เป็นต้น และควรทำงานในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมของสารทำความเย็นในพื้นที่
เก็บสารทำความเย็นอย่างถูกต้อง: เก็บสารทำความเย็นในภาชนะที่ปิดสนิท ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ห่างไกลจากความร้อน ประกายไฟ และเด็ก
• จัดอบรม และสร้างความตระหนักรู้แก่บุคลากร : อย่างการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับกรณีได้รับสารพิษจากสารทำความเย็น วิธีอพยพ และการจัดการที่ถูกต้อง หากเกิดกรณีฉุกเฉิน
• ใช้สารทำความเย็นคุณภาพสูง ที่มีมาตรฐาน ARI700 ที่ยอมรับในอุตสาหกรรม

หากได้รับสารทำความเย็น :
• ออกจากพื้นที่ที่รั่วไหล ไปยังที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์
• ถอดเสื้อผ้า อุปกรณ์ที่ปนเปื้อน ล้างผิวหนังด้วยน้ำสะอาดและสบู่
• ล้างตาและจมูกด้วยน้ำสะอาดเป็นเวลา 15 นาที
• ตรวจร่างกาย/พบแพทย์ ทันที หลังจากได้รับสารทำความเย็นเข้าร่างกาย


เย็นอย่างมีคุณภาพกับ Colder Solution
• พร้อมส่งน้ำยาแอร์ ทั่วประเทศ
• บริการทั้งขายปลีกและขายส่ง
• ทุกขนาด สำหรับอุตสาหกรรม ปรับอากาศ และทำความเย็นทุกประเภท

ติดต่อเรา :
Line id : @Colder
Email : kantawan.coldersolution@gmail.com