ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับสารทำความเย็นคือ ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential) หรือ GWP ยิ่งตัวเลขมากเท่าไหร่ สารทำความเย็นก็จะยิ่งสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเท่านั้น

ปัญหาในปัจจุบันคือ ภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และดูเหมือนว่าสารทำความเย็น HFC ที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายที่ใช้ในปัจจุบัน ยังมีค่า GWP สูง และจำเป็นต้องมีการพัฒนาทางเลือกอื่นเพื่อทดแทน อย่างที่เราทราบกันดีว่าไม่มีสารทำความเย็นที่ไม่มีข้อติแบบ 100% และมักมีสิ่งที่ต้องเลือกระหว่างเรื่องของความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพ ไปจนถึงต้นทุน

สารทำความเย็น ติดไฟ

GWP ที่ต่ำที่แลกมาด้วยความสามารถในการติดไฟที่สูงขึ้น
สารทำความเย็นทางเลือกในตลาดปัจจุบันที่มีตัวเลข GWP ต่ำกว่านั้นมาพร้อมกับอัตราการติดไฟที่สูงขึ้น

สารทำความเย็น HFCs ที่เราทุกคนรู้จักและได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่น R410A, R404A, R134a โดยส่วนมากได้รับการจัดอันดับ ASHRAE เป็น Class A1 หรือไม่ติดไฟ

โดยไม่มีสัญญาณของการแพร่กระจายของเปลวไฟเมื่อทดสอบในอากาศที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส และ 101 KPA ดังนั้นสารทำความเย็น HFCs ยังไม่มีความเป็นพิษ ที่ปลอดภัยสำหรับช่าง ผู้ดูแล และผู้ใช้ปลายทาง

สารทำความเย็นทางเลือกอย่าง HFOs ที่มีค่า GWP ต่ำกว่า เรามักเห็นว่าได้รับการจัดอันดับเป็น 'Class A2' หรือ 'Class A2L' ซึ่งมีความสามารถในการติดไฟได้เล็กน้อย หรือมีระดับการติดไฟต่ำกว่า และสารทำความเย็นทดแทนประเภทไฮโดรคาร์บอน (HCs) ได้รับการจัดอันดับเป็น 'Class A3' ที่มีความสามารถในการติดไฟสูงกว่า ตัวอย่างเช่น R-290 (Propane) และ R-600a (Isobutane)

สารทำความเย็นทดแทนที่ยกตัวอย่างไปเหล่านี้ บางส่วนมีมานานหลายทศวรรษแล้ว ผู้ผลิตสารทำความเย็นชั้นนำคุณภาพ ก็ได้มีการพัฒนาสารทำความเย็นทดแทนนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น Honeywell และ Chemours มีสายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ Solstice และ Opteonโดยเน้นที่สารทำความเย็น HFO เป็นหลัก อย่าง R-1234yf และ R-452B

เราพร้อมรับสารทำความเย็นประเภทติดไฟหรือยัง ?
ในอดีตเราลังเลที่จะใช้สารทำความเย็นที่มีความเสี่ยงในการติดไฟ เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกๆ แต่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกทำงานกับไฮโดรคาร์บอนและสารทำความเย็นไวไฟอื่นๆ มานานหลายทศวรรษ โดยมีการฝึกอบรมและเพิ่มเติมกฎ ข้อควรระวังเพิ่มเติมในการดำเนินการเพิ่มมากขึ้น

ไม่แค่ตู้แช่เย็นในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือระดับอุตสาหกรรม แต่เราพร้อมที่จะรับสารทำความเย็นที่ติดไฟได้ในระบบปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัย หรืออาคารเชิงพาณิชย์หรือไม่ ?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สารทำความเย็น R-32 ที่ถูกจัดระดับความปลอดภัยอยู่ใน Class A2L ได้เข้ามาเป็นสารทำความเย็นชั้นนำสำหรับการใช้งานปรับอากาศระบบแยกส่วน แทนการใช้งานสารทำความเย็น R-410A มาแล้ว พร้อมคุณสมบัติที่เหนือกว่า อย่างเรื่องจุดเดือดที่ต่ำกว่า จะช่วยให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้เบาที่สุด ส่งผลให้ได้ค่าประสิทธิภาพการทำความเย็นดีกว่า เย็นเร็วกว่าน้ำยา R410A และ R22

นอกจากสารทำความเย็น R-32 ยังมีการพัฒนา สารทำความเย็น HFOs ที่เตรียมพร้อมแทนที่ในอนาคตอย่างสารทำความเย็น R-454B อีกหนึ่งตัวเลือกที่มีความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพการใช้งาน

ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม หรือประเภทการใช้งานแบบไหนก็ตาม สารทำความเย็นแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการจุดติดไฟต่างกัน ผู้ติดตั้ง และผู้ดูแลระบบควรศึกษาสารทำความเย็นที่ต้องการใช้งาน ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ราคา ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย

อ่านบทความ ใช้ "สารทำความเย็นไวไฟ" อย่างไร ? ให้ปลอดภัยได้ ที่นี่

หากอุตสาหกรรมของคุณกำลังใช้สารทำความเย็น Class A2L ขึ้นไป มีปัญหาในการใช้งานสารทำความเย็นไวไฟหรือไม่ ?
หรือผู้ใช้งานคิดอย่างไรเกี่ยวกับการต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ?
ในอนาคตคุณจะรู้สึกสบายใจในการทำงานกับระบบที่มีสารทำความเย็นประเภทนี้หรือไม่ ?

Colder Solution พร้อมให้คำปรึกษาด้าน "สารทำความเย็น" จากแบรนด์คุณภาพ เพื่อช่วยหาสมดุลที่ดีที่สุดระหว่าง อุตสาหกรรมของคุณ และสิ่งแวดล้อม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของสารทำความเย็นที่คุณต้องการกับเราได้ที่ :

Line id : @Colder
Email : kantawan.coldersolution@gmail.com