ASHRAE (American Society of Heating and Air-Conditioning Engineers) ได้จัดประเภทของสารทำความเย็นที่วัดความเป็นพิษและความไวไฟ ดังนี้

• ความเป็นพิษ (Toxicity) ASHRAE ได้แบ่งสารทำความเย็นออกเป็นสองกลุ่มตามความเป็นพิษ :
Class A : หมายถึงสารทำความเย็นที่ไม่ได้ระบุความเป็นพิษ หรือมีความเข้มข้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 400 ส่วนในล้านส่วน ตัวอย่างสารทำความเย็นที่ได้รับการจัดอันดับว่าไม่เป็นพิษ ได้แก่ R-22, R-134a, R-410A
Class B : หมายถึงสารทำความเย็นที่ปรากฏหลักฐานความเป็นพิษที่ความเข้มข้นต่ำกว่า 400 ส่วนในล้านส่วน ได้แก่ แอมโมเนีย (R-717) และ Opteon XP30 (R-514A)
• ความสามารถในการติดไฟ (Flammability) การติดไฟคือการวัดความสามารถของสารในการเผาไหม้ หรือติดไฟทำให้เกิดไฟไหม้หรือการเผาไหม้ 2 สิ่งที่วัดความสามารถในการติดไฟคือ "จุดวาบไฟ" (Flash point) และ "ความดันไอ" (Vapor pressure)
จุดวาบไฟคือ จุดที่อุณหภูมิต่ำสุด ที่ทำให้สารนั้นๆ แปรสภาพเป็นไออยู่บริเวณผิวหน้า ยิ่งจุดวาบไฟต่ำ แสดงว่าสารนั้นมีความไวไฟมาก และ ความดันไอ จะแสดงถึงอัตราการระเหย ยิ่งความดันไอสูง จุดวาบไฟก็จะยิ่งต่ำและมีความเสี่ยงในการติดไฟสูง
ASHRAE ได้วัดและจำแนกสารทำความเย็นที่มีความสามารถในการติดไฟของสารทำความเย็น ออกเป็น 3 กลุ่ม :
Class 3 : higher flammability (ติดไฟได้ง่ายที่สุด)
Class 2 : lower flammability(ติดไฟได้ในระดับปานกลาง)
Class 2L : มีความเร็วการเผาไหม้ต่ำกว่า (BV) Class 2 โดยมีความเร็วการเผาไหม้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 ซม./วินาที เป็นระดับย่อยที่ ASHRAE ได้เพิ่มขึ้นมาภายหลัง เพื่อรองรับสารทำความเย็น HFOs
Class 1 : no flame propagation (ไม่ติดไฟ หรือไม่มีการแพร่กระจายของเปลวไฟ)
ที่ผ่านมาสารทำความเย็น HFC หรือ HCFC ส่วนใหญ่ที่ใช้มาตั้งแต่อดีตถึงในปัจจุบันจัดอยู่ในประเภท A1 ซึ่งมีความเป็นพิษต่ำ/ไม่ติดไฟ และสารทำความเย็น HFO อยู่ในระดับ A2L ซึ่งมีความเป็นพิษต่ำ ติดไฟได้เพียงเล็กน้อย
แอมโมเนียซึ่งใช้งานมานานหลายปีจัดอยู่ในกลุ่ม B2L และสารทำความเย็นธรรมชาติอย่าง ไฮโดรคาร์บอน (HC) ทั้งหมดจัดอยู่ในประเภท A3
อนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ และปั๊มความร้อน จะหันมาใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มีค่า GWP ต่ำ อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะสารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอน (HCs) เช่น R290, R1270, R600a
การทำความเข้าใจระดับ หรือ Class ของสารทำความเย็นที่อยู่ในระบบเป็นสิ่งสำคัญ และเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดความปลอดภัย และการตรวจสอบการรั่วไหล สารทำความเย็นระดับ A2L หรือ B2L ขึ้นไปจำเป็นต้องมี
ข้อควรระวังเพื่อป้องกันการสะสมของสารทำความเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างการชาร์จระบบ ควรมีพัดลมดูดอากาศ เนื่องจากสารทำความเย็นจะไม่จุดติดไฟหากระดับความเข้มข้นในห้องต่ำกว่าขีดจำกัดความสามารถในการติดไฟขั้นต่ำ (LFL) โดยมาตรฐานด้านความปลอดภัย เช่น ISO 5149 และ EN 378 มีข้อกำหนดอยู่ต่ำกว่าขีดจำกัดล่างของการติดไฟในกรณีที่เกิดการรั่วไหลโดยไม่ตั้งใจ
• A2L และ A3: ยิ่งคุณรู้จักดี ยิ่งใช้ได้ดี
อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าสารทำความเย็นรุ่นใหม่ หรือสารทำความเย็นธรรมชาติ มีค่า GWP ที่ต่ำมาก และกำลังมีบทบาทสำคัญในวงการ HVAC ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่สิ่งที่ต้องแลกมากับข้อดีนานับประการ คือเรื่องความปลอดภัยของสารทำความเย็น ที่มีระดับ A2L ขึ้นไป ผู้ติดตั้งระบบ และผู้ใช้งาน ควรมีฝึกอบรมและการปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับการใช้งานอย่างปลอดภัย
ไปจนถึงปริมาณการใช้งาน สำหรับสารทำความเย็น A2L ต้องการสารทำความเย็นในปริมาณที่มากกว่าเมื่อเทียบกับสารทำความเย็นประเภท A3 จึงสามารถกำเนิดส่วนผสมที่ติดไฟได้ เช่น ส่วนผสมของสารทำความเย็น/อากาศ 14% ของ R32 (A2L) แต่สารทำความเย็นระดับ A3 ใช้เพียง 2% เท่านั้น
ทำงานปลอดภัยกับสารทำความเย็นที่ติดไฟได้
• ไม่ดำเนินการดัดแปลงระบบ HFC ด้วยสารทำความเย็นที่ติดไฟได้ หรือใส่สารทำความเย็นที่ติดไฟได้ในวงจรที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับสารทำความเย็นดังกล่าว
• รักษาค่าทำความเย็นให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้เครื่องระเหยและคอนเดนเซอร์ที่สามารถทำได้
• ในรัศมีอย่างน้อย 3 เมตร กับพื้นที่ทำงานที่ใช้งานกับสารทำความเย็นที่ติดไฟได้ ต้องติดตั้งระบบระบายอากาศ ระบบตรวจจับการรั่วไหลของสารทำความเย็น และถังดับเพลิง
• ระบบตรวจจับต้องเชื่อถือได้ ปลอดภัย มีการตรวจสอบ และบำรุงรักษาเสมอ
ทั้งนี้สารทำความเย็นแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการจุดติดไฟต่างกัน ผู้ติดตั้ง และผู้ดูแลระบบควรศึกษาสารทำความเย็นที่ต้องการใช้งาน ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ ราคา ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย
บทความที่เกี่ยวข้อง : ทำความรู้จัก "สารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอน (HCs)
Colder Solution ยินดีให้คำปรึกษาด้านสารทำความเย็น และอุปกรณ์ทำความเย็น
ปรึกษาเราได้ที่
Line id : @Colder
✉ Email : kantawan.coldersolution@gmail.com