การทำความเย็นมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมและ เชิงพาณิชย์ทั่วโลก ด้วยการใช้งานที่หลากหลาย ในอุปกรณ์ทำความเย็นที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลองค์ประกอบต่างๆ เช่น ขนาด คอมเพรสเซอร์ รวมไปถึงสารทำความเย็น
ที่ผ่านมา สารทำความเย็นยอดนิยมที่ใช้ในเครื่องทำความเย็นขนาดกลางในปัจจุบันคือ R-410A R404A และ R-407C ในขณะที่ R-134a และ R-123 ถูกใช้เป็นสารทำความเย็นในการใช้งานขนาดใหญ่กว่า
แต่ในปัจจุบัน มีแนวโน้มในการลด และยกเลิกการใช้สารทำความเย็นที่มี GWP สูง และราคาของสารทำความเย็นประเภท HFC ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีการผลิตที่น้อยลง ทำให้ผู้ผลิตต้องมองหาโซลูชันทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรม และธุรกิจ จากแผนการลดใช้สารทำความเย็น HFCs ในอนาคต ที่ทั่วโลกต่างมีวัตถุประสงค์ในการลดการใช้สารทำความเย็นประเภทนี้ถึง 80-85%
แต่ละประเทศจะมีกฎเกณฑ์ในการใช้สารทำความเย็นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน หรือแคนาดา ความแตกต่างเหล่านี้เป็นปัญหาที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งานที่หลากหลาย แต่ยังรวมถึงส่วนแบ่งในตลาด HVAC ด้วย
วันนี้ Colder Solution จะพาทำความรู้จัก และวิเคราะห์การใช้สารทำความเย็น ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในระบบทำความเย็น รวมถึงคาดการณ์แนวโน้มการใช้ที่จะเกิดขึ้นในไม่อีกกี่ปีข้างหน้ากันค่ะ

• สหภาพยุโรป :
เครื่องทำความเย็นจัดอยู่ในหมวดหมู่ "อุปกรณ์ทำความเย็นแบบอยู่กับที่" (stationary refrigeration equipment) ตามการจำแนกประเภท F-gas ดังนั้น สารทำความเย็นที่มี GWP สูงกว่า 2500 จะถูกห้ามใช้ในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2020 ที่ผ่านมา
สารทำความเย็นยอดนิยมอย่าง R-410A, R-407C และ R-134a ยังคงถูกใช้งานอยู อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎระเบียบ F-gas ยังแนะนำให้ทำการตรวจสอบการรั่วไหลเป็นประจำ ยิ่งค่า GWP ของสารทำความเย็นสูงเท่าใหร่ ก็ยิ่งต้องมีการตรวจสอบการรั่วไหลบ่อยขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อใช้น้ำยา R-410A, R-407C และ R-134a จำเป็นต้องมีการตรวจสอบรอยรั่วสำหรับประจุที่สูงกว่า 2.4, 2.8 และ 3.5 กก. ตามลำดับ
แต่ราคาสารทำความเย็นที่มี GWP สูง กำลังเพิ่มขึ้น ตามกำลังผลิตที่ลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ผู้บริโภค หรือผู้ประกอบการ มองหาตัวเลือกอื่นๆ ที่มี GWP ต่ำ และสามารถใช้งานได้ในระยะเวลานาน อย่างเช่น ในกรณีของชิลเลอร์ที่จะขายในตลาดยุโรป ทางเลือกที่มี GWP ต่ำกว่า คือ:
สารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอน (HC) :
ได้แก่ R-290 (โพรเพน), R-600a (ไอโซบิวเทน), R-170 (อีเทน) เป็นต้น สารทำความเย็นประเภท HC ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบรอยรั่วในเรื่องของค่า ODP และ GWP แต่จำเป็นต้องพิจารณาข้อกำหนดในการป้องกันอันตราย รวมถึงระเบียบข้อบังคับในท้องถิ่นด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเครื่องทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอน จะติดตั้งอุปกรณ์ไว้กลางแจ้ง
แอมโมเนีย :
ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบการรั่ว แต่เนื่องจากแอมโมเนียถูกจัดประเภทด้านความปลอดภัยเป็น B2L ผู้ใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อบังคับเรื่องการติดไฟและความเป็นพิษด้วย
สารทำความเย็น R-1234yf, R-1234ze(E), R-1233zd(E) :
มี GWP ที่ต่ำมาก แต่สารทำความเย็น R-1234yf และ R-1234ze ถูกจัดประเภทความปลอดภัยเป็น A2L ที่สามารถติดไฟได้เพียงเล็กน้อย จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับข้อกำหนดเรื่องการติดไฟ
สารทำความเย็น R-32, R-452B, R-454B :
จำเป็นต้องตรวจสอบรอยรั่วตั้งแต่ 7.4 กก. สำหรับ R-32 และ R-452B และ 10.8 กก. สำหรับ R-454B และถูกจัดประเภทความปลอดภัยเป็น A2L ที่สามารถติดไฟได้เพียงเล็กน้อย จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับข้อกำหนดเรื่องการติดไฟ
สารทำความเย็น R-450A, R-513A :
จำเป็นต้องตรวจสอบรอยรั่วตั้งแต่ 9.1 กก. สำหรับ R-450A และ 7.9 กก. สำหรับ R-513A เหมาะสำหรับการใช้งานที่อุณหภูมิปานกลาง
• สหรัฐอเมริกา :
ตามข้อบังคับ SNAP (Significant New Alternatives Policy) สามารถจำแนกเครื่องทำความเย็นได้ตามประเภทของคอมเพรสเซอร์ เช่น คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ สกรอลล์ สกรู หรือโรตารี่ ฯลฯ
เครื่องทำความเย็นที่ใช้เพื่อทำให้กระบวนการทางอุตสาหกรรม จะรวมอยู่ในหมวดหมู่ "เครื่องทำความเย็นสำหรับกระบวนการทางอุตสาหกรรม" และสารทำความเย็นที่ได้รับการยอมรับสำหรับการใช้งานอย่าง สารทำความเย็น R-410A, R-404A, R-407C และ R-134a ที่สามารถใช้ได้กับเครื่องทำความเย็นเกือบทุกรุ่น . อย่างไรก็ตาม GWP ของสารทำความเย็นที่กล่าวมายังคงมีค่าที่สูง สารทำความเย็นที่มีแนวโน้มจะถูกใช้เพิ่มมากขึ้น เพื่อความยั่งยืนทางอุตสาหกรรมได้แก่ สารทำความเย็น R-513A, R-450A, R-1234ze และแอมโมเนีย เป็นต้น สารทำความเย็นเหล่านี้มี GWP ที่ต่ำมาก และสามารถใช้ได้กับเครื่องทำความเย็นทุกประเภท แต่ก็แลกมาด้วยข้อบังคับในเรื่องความปลอดภัย เกี่ยวกับความไวไฟและความเป็นพิษ
• ญี่ปุ่น :
Act on Rational Use & Proper Management of Fluorocarbons หรือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้และการจัดการที่เหมาะสมของสารฟลูออโรคาร์บอน ได้แบ่งการพิจารณาเป็น 2 ประเภท สำหรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ ที่มีขีดจำกัด GWP อยู่ที่ 750 ตั้งแต่ปี 2018
และประเภทเครื่องทำความเย็น ที่มีขีดจำกัด GWP อยู่ที่ 750 ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งนั่นหมายความว่า R-410A และ R-407C ที่มี GWP เกิน 750 จะไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งมีสารทำความเย็นทางเลือกอื่น ที่ต้องคำนึงถึงกฎข้อบังคับด้านความไวไฟและความเป็นพิษประกอบด้วย ดังนี้
• สารทำความเย็นแอมโมเนีย
• สารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอน (HC)
• สารทำความเย็น R-1234yf, R-1234ze(E), R-1233zd(E)
• สารทำความเย็น R-32, R-452B, R-454B
• สารทำความเย็น R-450A, R-513A
• จีน :
ปัจจุบัน R-22 เป็นสารทำความเย็นที่พบมากที่สุดในการใช้งานทั้งหมด มีข้อแนะนำสารทำความเย็นทดแทน R22 ด้วย R-32 หรือสารทำความเย็น HFO สำหรับเครื่องทำความเย็นแบบแรงเหวี่ยง และสกรู
• แคนาดา :
ตามระเบียบแก้ไขสารทำลายโอโซนและกฎระเบียบทางเลือกสารฮาโลคาร์บอน (Regulations Amending the Ozone-depleting Substances and Halocarbon Alternatives Regulations) สารทำความเย็นที่มี GWP สูงกว่า 700 จะถูกระงับการใช้ตั้งแต่มกราคม 2025 สำหรับเครื่องทำความเย็นเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม
นั่นหมายความว่า R-410A และ R-407C จะถูกยกเลิกการใช้ไปด้วย ดังนั้นทางเลือกอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงกฎข้อบังคับด้านความไวไฟและความเป็นพิษ จึงคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น
• สรุปแล้ว จากการสำรวจแล้ว สารทำความเย็น R-410A และ R-407C ในปัจจุบันยังคงเป็นสารทำความเย็นที่ถูกใช้กันกว้างขวางในการทำความเย็นขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดกลาง ส่วนในเรื่องของสารทำความเย็นที่ได้รับการยอมรับ เช่น สารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอน (HC) สารทำความเย็น R-32 R-454B และ R-452B R-450A, R-513A, R-1234yf และ R-1234ze และแอมโมเนีย
แต่ด้วยความหลากหลายในเรื่องการใช้งานด้านความเย็น และปรับอากาศ หน่วยทำความเย็น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสารทำความเย็นทั้งหมด หรือสารทำความเย็นรุ่นใหม่ที่กำลังมาแทนที่สารทำความเย็น GWP สูง อาจจะไม่สามารถติดตั้งทดแทนสารทำความเย็นชุดเดิมที่ใช้น้ำยาเก่าได้
ด้วยการใช้งานที่จำกัดของเครื่องทำความเย็นนี้ จึงเป็นปัญหาที่สำคัญ และข้อกังวลใจ สำหรับแนวทางการลดใช้สารทำความเย็น HFC อย่างมาก รวมไปถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของน้ำยารุ่นใหม่ ที่มีระดับความปลอดภัยอยู่ในระดับ A2L แม้จะติดไฟได้เพียงเล็กน้อย แต่หลายหน่วยงาน ธุรกิจ ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องกฎข้อบังคับ และการใช้งานอย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อโลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน บนความท้าทายของผู้ผลิต ไปจนถึงผู้ใช้งาน การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของสารทำความเย็นนี้ จำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา และความรู้ความเข้าใจ ทั้งในเรื่องวิธีใช้ ความปลอดภัย รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายสารทำความเย็น ด้วยวิธีการจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิตอีกด้วย
เพราะหากเป้าหมายการลดสารทำความเย็น HFC สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ดีนอกจากจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตแล้ว ยังส่งผลดีกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ระบบใหม่ที่สามารถใช้ได้ในระยะยาวอีกด้วยค่ะ
Colder Solution เราต้องการส่งต่อความมั่นใจในมาตรฐานของสารทำความเย็นทุกแบรนด์ที่จำหน่ายในนามเรา ทั้งในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยและมีทางเลือกที่หลากหลายในใช้สารทำความเย็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีค่า GWP ต่ำ แต่ให้ประสิทธิภาพสูง เพื่อให้เราก้าวไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยกัน ในโลกที่ยั่งยืน
เราเป็นผู้นำด้านการนำเข้าสารทำความเย็นคุณภาพทุกยี่ห้อ Orafon,Honeywell,Klea,DuPont,Daikin ฯลฯ คอมเพรสเซอร์ รวมถึงอะไหล่ Danfoss และอื่นๆ อาทิเช่นน้ำมันหล่อลื่นเกรดคุณภาพ
หากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับระบบทำความเย็น รวมถึงเลือกสารทำความเย็นให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ เพื่อคุณภาพสูงสุด ปรึกษาเราได้ที่
Line Official Account : @Colder
✉ Email : kantawan.coldersolution@gmail.com